วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

Week 16

Moday 23  September 2013

กิจกรรมคุ๊กกิ้ง ชื่อข้าวผัดอะไรเอ่ย

วัสดุอุปกรณ์

1. ข้าวสวย
2. เนื้อหมู  เนื้อไก่ กุ้ง หมึก
3. ไข่ไก่
4. หอมใหญ่ซอย
5. คะน้าหั่น
6. ต้นหอม
7. กระเทียมสับ
8. น้ำตาลทราย
9.น้ำปลา
10. น้ำมัน

 ขั้นตอนการทำ

1. ตั้งไฟพอร้อนใส่น้ำมันในกระทะบนไฟร้อนปานกลาง ใส่กระเทียมลงไปเจียวจนเหลืองหอม ใส่หมูลงไปผัดจนเกือบสุก และยีไข่ลงไป
2. ใส่คะน้าลงไปผัดสักพัก จึงใส่ข้าวสวยลงไป ยีข้าวไม่ให้ติดเป็นก้อน
3. ใส่หอมใหญ่และต้นหอมหั่น ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา เร่งไฟ ผัดอย่างรวดเร็วจนเข้ากันทั่ว ปิดไฟ
4. ตักใส่จาน เหยาะพริกไทยโรยหน้า เสริฟร้อนๆทันทีพร้อมต้นหอม แตงกวา และพริกน้ำปลา

อุปกรณ์
 

แม่ครัวกำลังผัดข้าว
 

โชว์ผลงานหน่อย
 

เสร็จแล้ว น่าทานจัง

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

Week 15

Moday 16 September 2013

กิจกรรมในวันนี้

กิจกรรมการเขียนแผนวิทยาศาสตร์ สอนโดยอาจารย์ตฤณ  แจ่มถิน ( Trin  Jamtin )

 แผนในหน่วยเรื่อง คุ๊กกิ้ง

จุดประสงค์

       เด็กสามารถบอกวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการประกอบอาการได้
       เด็กสามารถบอกการเปลี่ยนแปลงของวุตถุดิบก่อนใส่และหลังใส่ได้
       เด็กสามารถบอกรสชาติของแกงจืดได้
       เด็กสามารถบอกขั้นตอนในการทำได้

ประสบการณ์สำคัญ

  1. การสังเกต
  2. การทดลอง
  3. การเปรียบเทียบ
  4. การคาดคะเน

ขั้นดำเนินกิจกรรม

ขั้นนำ

  1. เด็กและครูร่วมกันสร้างข้อตกลงร่วมกันในการทำอาหาร
  2. เด็กและครูสนทนาร่วมกันเกี่ยวกับเมนูอาหารที่ทำในวันนี้

ขั้นสอน

1 เด็กและครูร่วมกันสรุปข้อตกลงเมนูอาหารในวันนี้
2 ครูนำวัตถุดิบมาให้เด็กๆดูและครูถามว่า
          - เด็กๆรู้จักวัตถุดิบที่ครูนำมาหรือไม่
          - เด็กๆคิดว่ารสชาติของผักแต่ละชนิดมีรสชาติอย่างไร
          - เด็กๆลองดูซิว่าของแต่ละอย่างมีลักษณะอย่างไร
3 ครูเริ่มสาธิตวิธีการทำให้เด็กดู
4 ครูให้เด็กๆสังเกตวัตถุดิบที่ใส่ลงไปแล้วบอกว่ามีลักษณะอย่างไร
5 ครูอุเด็กชิมรสชาติของอาหารก่อนปรุงรสและหลังปรุงรส

ขั้นสรุป

ครูและเด็กร่วมกันชิมรสชาติของอาหาร

Mind Map วัสดุและอุปกรณ์ในการทำอาหาร

 
 
 
ผลงานชิ้นที่1
 

 

ผลงานชิ้นที่2
 
 
 
 
 
 
 
 
เพื่อนๆ นำเสนอผลงาน
 

Week 14

Moday 9 September 2013

กิจกรรมศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับของเล่นวิทยาศาสตร์


ร่มชูชีพ


ป๋องแป๋ง


กล้องส่องระยะใกล้-ไกล


เป่าลมจากขวด


จำลองอากาศ
 

รดพลังงานลม
 

กล้อง

Week 13

Moday 2 September 2013




สื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อเงาปริศนา




วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

Week 12

Moday 26 August 2013

กิจกรรมวันนี้

 
           วันนี้อาจารย์ติดธุระทางคณะศึกษาศาสตร์ จึงให้นักศึกษาได้รับการเซ็นต์ชื่อเพื่อยืนยันสิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้









 
 




Week 11

Moday 19 August 2013

กิจกรรมวันนี้

              วันนี้อาจารย์ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่ม ๆ ละ 3 คน อาจารย์มีกล่องกระดาษให้ 1 ใบ ให้นักศึกษานำกล่องกระดาษมาทำเป็นของเล่นวิทยาศาสตร์เข้ามุม โดยกลุองดิฉันทำเรื่อง เงาปริศนา

กลุ่มของดิฉันมีสมาชิก 3คน ได้แก่

1. นางสาวสุกัญญา  คณาโจทย์

2. นางสาวธัญลักษณ์  ชัยารช

3. นางสาวธาริดา  ยังสุข

ขั้ยตอนการทำสื่อ

 

Week 10

Moday 12 August 2013
วันแม่แห่งชาติ 2556 กลอนวันแม่
ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของวันแม่แห่งชาติ
วันแม่แห่งชาติ 2555
12 สิงหาของทุกปีเป็นวันแม่แห่งชาติไทย


ความหมายของคำว่า "แม่"
คำว่า “แม่” พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของคำว่า "แม่" ไว้ดังนี้
แม่ หมายถึง หญิงในฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูก, คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดตน
ในทางพระพุทธศาสนา ได้ให้ความหมายของคำว่า "แม่" ซึ่งหมายถึง หญิงที่มีครอบครัวไว้หลายนัย เช่น
1. แม่ บางทีเรียกว่า มารดา มารดร หมายถึง เป็นใหญ่ เช่น แม่ทัพ แม่น้ำ แม่กอง เป็นต้น อันแสดงถึงความยิ่งใหญ่ภายในกิจการนั้นๆ ในที่นี้มาใช้กับผู้ให้กำเนิดแก่ลูกและหาตัวแทนไม่ได้
- หญิงในฐานะผู้ให้กำเนิดแก่ลูก และหาตัวแทนไม่ได้
- คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดตน
- คนที่เป็นหัวหน้า หรือเป็นนาย โดยไม่จำกัดว่าเป็นชายหรือหญิง เช่น แม่ทัพ แม่กอง ฯลฯ
รวมความแล้ว "แม่" คือ ผู้รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน โดยการรับผิดชอบนั้นมีขอบเขตภายในบ้านเรือน
2. ชนนี หมายถึง ผู้ให้กำเนิดลูก, เป็นที่บังเกิดเกล้าของลูก
3. ภรรยา หรือภริยา หมายถึง
- เมีย หรือ หญิงผู้เป็นคู่ครองของชาย
- ผู้เลี้ยง หรือผู้ดูแลสมาชิกของครอบครัว
นักภาษาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า "แม่" ของทุก ๆ ภาษา มาจากการออกเสียงของเด็ก โดยคำขึ้นต้นด้วยพยัญชนะริมฝีปากคู่ ได้แก่ ม , พ , ป ,บ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพยัญชนะชุดแรกที่เด็กสามารถทำเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่าง ดังเช่น
ภาษาจีน ม๊ะ หรือ ม่า
ภาษาฝรั่งเศส la mere (ลา แมร์)
ภาษาอังกฤษ mom , mam
ภาษาโซ่ เม๋เปะ
ภาษาไทใต้คง เม เป็นต้น
วันแม่แห่งชาติ รักใดเล่ารักแน่เท่าแม่รัก
พระคุณแม่ยิ่งใหญ่หาใดเทียบมิอาจเปรียบแม้ภูผาชลาสินธุ์
น้ำนมที่กลั่นให้ลูกได้ดื่มกินลูกถวิลถึงคุณค่าว่าอนันต์
ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติ
ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น และผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี พ.ศ.2457 โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับตกแต่งบ้าน หรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว
ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย
วันแม่แห่งชาติ งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีงานวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน
ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ คือ ดอกมะลิ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ทำไมจึงใช้ดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำวันแม่
การที่ใช้ดอกมะลิ เป็นสัญลักษณ์วันแม่ ก็เพราะดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมที่หอมไปไกลและหอมได้นาน ผลิดอกได้ทั้งปี อีกทั้งยังนำไปปรุงเป็นเครื่องยาหอมใช้บำรุงหัวใจได้ด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ลึกซึ้งที่แม่มีต่อลูก เป็นความรักที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาที่ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีพิษมีภัย มีแต่ความชุ่มชื่นใจดั่งความหอมของดอกมะลิ
วันแม่แห่งชาติ ใช้ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์
ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์ของวันแม่
ดอกมะลิดอกไม้ประจำวันแม่
ชื่อ :
มะลิ มะลิลา มะลิหลวง มะลิซ้อน
ชื่อวิทยาศาสตร์ และชื่อพฤกษศาสตร์ :
Jusminum adenophyllum.
วงศ์ :
OLEACEAE
ลักษณะทั่วไป :
เป็น พรรณไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบๆ ลำต้นสูงประมาณ 5 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกเป็นคู่ ไปตามก้านต้นลักษณะใบป้อมมน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบไม่มีจัก ผิวใบเรียบสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบยาว 2-3 นิ้ว มีดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกเป็นช่อตามปลายยอดหรือปลายกิ่งประมาณ 3-5 ดอก แล้วแต่ชนิดพันธุ์ ดอกมีสีขาวกลิ่นหอม มีทั้งดอกลาและดอกซ้อน ออกดอกตลอดปี
การขยายพันธุ์ :
เป็นไม้ที่ชอบแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง ต้องการน้ำปานกลาง ปลูกในดินร่วนซุย ขยายพันธุ์โดยการปักชำ หรือตอนกิ่ง
สรรพคุณทางยา :
มะลินอกจากจะมีกลิ่นหอมไว้ดมแล้ว มะลิดอกแห้งใช้ปรุงเครื่องยาหอมใช้บำรุงหัวใจได้เป็นอย่างดี








มะลิหอมน้อมวางข้างข้างตัก กรุ่นกลิ่น “รัก” บริสุทธิ์ผุดผ่องใส
แทนทุกคำทุกถ้อยร้อยจากใจ เป็นมาลัย “กราบแม่” พร้อมน้อมบูชา
ดอกเอ๋ยดอกมะลิ
ถึงยามผลิกลิ่นพราวสกาวต้น
สดสะอาดปราศสีราคีระคน
เหมือนกมลใสสดหมดระคาย
กลิ่นมะลิหอมกระไรไม่รู้สร่าง
เปรียบได้อย่างรักแท้ไม่แปรหาย
อันรักแท้แลหัวใจได้บรรยาย
ขอเชิญทาย ณ ที่ไหนจากใครเอย

*คำประพันธ์บทดอกสร้อยชื่อ แม่จ๋า ของท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา

 

Week 9

Moday 5 August 2013


กิจกรรมวันนี้


          วันนี้เป็นวันสอบกลางภาค จึงงดการเรียนการสอนเป็นการภายในของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม วันนี้จึงได้ทบทวนเนื้อหาวิชาสอบ







Week 8

Moday 29 July 2013

กิจกรรมในวันนี้

           อาจารย์ให้นักศึกษาเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ วันที่ 30 กรกฎาคม 2556 เป็นวันสอบกลางภาค และอาจารย์ก็ได้สั่งงาน ให้นักศึกษานำเสนอการทดลองวิทยาศาสตร์ในครั้งต่อไป

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Week 7

 Sunday 28 July 2013

จัดการเรียนพิ่มเติมในวันเสาร์ที่ 28 ก.ค.  56

นำเสนอของเล่นวิทยาศาสตร์


 

เฟิร์น ทำไก่กระต๊าก



 
 

เตย ทำเฮรีคอปเตอร์กระดาษ

ฝน ทำกังหันลมจิ๋ว

 

 
 

แอม ทำโบว์ลิ่ง


 


 

อีฟ ทำใบพัดสามแฉก

ตาล ทำลูกข่างกระดาษ

 

 

 

หลัน ทำลูกข่างจากแผ่น CD

ริตา ทำเรือพลังยาง

ปูนิ่ม ทำคอปเตอร์จากไม้ไอติม

 

 

 

 
 

ฝน ทำรถไถจากหลอดด้าย

 
 

 

   จากการเสนอของเล่นในครั้งนี่ก็มีข้อเสนอแนะมากมายที่นักศีกษาต้องทำาการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ได้สื่อที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก

            

Week 6

Moday 22 July 2013


วันนี้เป็นวันสำคัญทางศาสนาคือ วันอาสาฬบูชา

วันอาสาฬหบูชา


ต ร ง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๘

วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ นับเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา คือวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาหรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้ เป็นครั้งแรกแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ มฤคทายวัน ตำบลอิสิปตนะ เมืองพาราณสี ในชมพูทวีปสมัยโบราณซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย ด้วยพระพุทธองค์ทรงเปรียบดังผู้ทรงเป็นธรรมราชา ก็ทรงบันลือธรรมเภรียังล้อแห่งธรรมให้หมุนรุดหน้า เริ่มต้นแผ่ขยายอาณาจักรแห่งธรรม นำความร่มเย็นและความสงบสุขมาให้แก่หมู่ประชา ดังนั้น ธรรมเทศนาที่ทรงแสดงครั้งแรกจึงได้ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม หรือพระสูตรแห่งการแผ่ขยายธรรมจักร กล่าวคือดินแดนแห่งธรรม
เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้วนั้นชมพูทวีปในสมัยโบราณ กำลังย่างเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองเฟื่องฟูทุกด้านและมีคนหลายประเภททั้งชนผู้มั่งคั่งร่ำรวย นักบวชที่พัฒนาความเชื่อและ ข้อปฏิบัติทางศาสนา เพื่อให้ผู้ร่ำรวยได้ประกอบพิธกรรมแก่ตนเต็มที่ ผู้เบื่อหน่ายชีวิตที่วนเวียน ในอำนาจและโภคสมบัติที่ออกบวช หรือบางพวกก็แสวงหาคำตอบที่เป็นทางรอกพ้นด้วยการคิดปรัชญาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เหลือวิสัยและไม่อาจพิสูจน์ได้บ้าง พระพุทธเจ้าจึงทรงอุบัติในสภาพเช่นนี้ และดำเนินชีพเช่นนี้ด้วยแต่เมื่อทรงพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นขาดแก่นสาน ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง แก่ตนเองและผู้อื่น จึงทรงคิดหาวิธีแก้ไขด้วยการทดลองต่าง ๆ โดยละทิ้งราชสมบัติ และอิสริยศแล้วออกผนวช บำเพ็ญตนนานถึง ๖ ปี ก็ไม่อาจพบทางแก้ได้ ต่อมาจึงได้ทางค้นพบ มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เมื่อทรงปฏิบัติตามมรรคานี้ก็ได้ค้นพบสัจธรรมที่นำคุณค่า แท้จริงมาสู่ชีวิต อันเรียกว่า อริยสัจ ๔ ประการ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๔ ปี ที่เรียกว่า การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จากนั้นทรงงานประกาศศาสนาโดยทรงดำริหาทางที่ได้ผลดีและรวดเร็ว คือ เริ่มสอนแก่ผู้มีพื้นฐานภูมิปัญญาดีที่รู้แจ้งคำสอนได้อย่างรวดเร็วและสามารถนำไปชี้แจงอธิบาย ให้ผู้อื่นเข้ามาได้อย่างกว้างขวาง จึงมุ่งไปพบนักบวช ๕ รูป หรือเบญจวัคคีย์ และได้แสดงธรรม เทศนาเป็นครั้งแรกในวันเพ็ญ เดือน ๘


ใ จ ค ว า ม สำ คั ญ ข อ ง ป ฐ ม เ ท ศ น า ในการแสดงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมสำคัญ ๒ ประการคือ
ก. มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ๒ อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ
๑. การหมกหมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่า เป็นการหลงเพลิดเพลินหมกหมุ่นในกามสุข หรือ กามสุขัลลิกานุโยค

๒. การสร้างความลำบากแก่ตนดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น การดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค
ดังนั้นเพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ ๘ ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่
๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง
๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต
๔. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต
๕. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต
๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน
ข. อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่
๑. ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด

๒. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆ
๓. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา
๔. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ประการดังกล่าวข้างต้น

ผ ล จ า ก ก า ร แ ส ด ง ป ฐ ม เท ศ น า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแล้ว ปรากฏว่าโกณฑัญญะผู้เป็นหัวหน้าเบญจวัคคีย์ได้เกิดเข้าใจธรรม เรียกว่า เกิดดวงตาแห่งธรรมหรือธรรมจักษุ บรรลุเป็นโสดาบัน จึงทูลขอบรรพชาและถือเป็นพระภิกษุสาวก รูปแรกในพระพุทธศาสนา มีชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ


ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง อ า ส า ฬ ห บู ช า “อาสาฬหบูชา” (อา-สาน-หะ-บู-ชา/อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา) ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือ อาสาฬห (เดือน ๘ ทางจันทรคติ) กับบูชา (การบูชา) เมื่อรวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน ๘ หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน ๘ หรือเรียกให้เต็มว่า อาสาฬหบูรณมีบูชา
โดยสรุป วันอาสาฬหบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๘ หรือ การบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญ เดือน ๘ คือ
๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเริ่มประกาศพระศาสนา
๓. เป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ครั้งแรกคือการที่ท่านโกณฑัญญะรู้แจ้งเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน จัดเป็นอริยบุคคลท่านแรกในอริยสงฆ์
๔. เป็นวันที่เกิดพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ การที่ท่านโกณฑัญญะขอบรรพชาและ ได้บวชเป็นพระภิกษุ หลังจากฟังปฐมเทศนาและบรรลุธรรมแล้ว
๕. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงได้ปฐมสาวกคือ การที่ท่านโกณฑัญญะนั้น ได้บรรลุธรรม และบวชเป็นพระภิกษุ จึงเป็นสาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้า
เมื่อเปรียบกับวันสำคัญอื่น ๆ ในพระพุทธศาสนา บางทีเรียกวันอาสาฬหบูชา นี้ว่า วันพระสงฆ์ (คือวันที่เริ่มเกิดมีพระสงฆ์)
พิธีกรรมที่กระทำในวันนี้ โดยทั่วไป คือ ทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล เวียนเทียน ฟังพระธรรมเทศนา (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) และสวดมนต์ ดังนั้นในวันนี้จึงถือว่า พุทธศาสนิกชนควรได้รับประโยชน์ ที่เป็นสาระสำคัญจากอาสาฬหบูชา กล่าวคือ ควรทบทวนระลึกเตือนใจสำรวจตนว่า ชีวิตเราได้เจริญงอกงามขึ้นด้วยความเป็นอยู่อย่างผู้รู้เท่าทันโลกและชีวิตนี้บ้างแล้วเพียงใด เรายังดำเนินชีวิตอยู่อย่างลุ่มหลงมัวเมา หรือมีจิตใจอิสระปลอดโปร่งผ่องใสบ้างแล้วเพียงใด

เรียบเรียงจาก ความรู้เกี่ยวกับวันสำคัญไทย (เสฐียรโกเศศ และ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ,๒๕๔๑ : ๓๙ - ๕๙)

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Week 5

Moday 15 July 2013

กิจกรรมวันนี้

นำเสนอของเล่น ชิ้นที่ 1

ของเล่นชื่อ กังหัน




กังหันกระดาษ(Turbine paper) เป็นของเล่นพื้นบ้านของไทยที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ สังคม และเสริมสร้างความเข้าใจในหลักกลศาสตร์ ซึ่งมักจะนำไปใช้กับเด็กโต เช่น เด็กประถมศึกษา หรือโดยทั่วไปก็นับจากอายุเด็กประมาณ 2-6 ปี


อุปกรณ์
1.กระดาษสี
2.ไม้ไผ่
3.หลอดกาแฟ
4.กาว

วิธีทำ

การเตรียมแกนมือ

นำไม้ไผ่ความยาวประมาณ 20 ซม. มาเหลาให้กลม โดยปรายด้านหนึ่ง ใหญ่กว่าปลายอีกด้านหนึ่ง โดยปลายด้านที่ใหญ่อาจจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 3 มม. ปลายด้านเล็กอาจจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2 มม.

การเตรียมตัวกังหันกระดาษ
1.ทำได้โดยนำกระดาษสีที่เตรียมไว้ มาตัดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เช่น ขนาด 10 ซม.


2.ใช้มีดหรือกรรไกรตัดตามแนวเส้นทแยงมุมเข้ามาจากมุมทั้ง 4 ด้าน จนถึงจุดที่ห่างจากจุดศูนย์กลางประมาณ 0.5 ซม. จากทุกด้านซึ่งจะทำให้ได้ลักษณะเป็นสามเหลี่ยม 4 อัน โดยแต่ละอันมีฐานอยู่ที่ด้านแต่ละด้านของสี่เหลี่ยมจัตุรัสเดิม แล้วตรงจุดกึ่งกลางนี้ เจาะรูกลมที่เสียบกับไม้แล้วหลวมๆ


3.เจาะรูที่มุมฐานสามเหลี่ยมๆ ละรู


การเตรียมตัวกันเลื่อนของกันหัน
นำหลอดกาแฟ ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก (ถ้าเป็นกระดาษแข็งอาจตัดเป็นรูปวงกลมก็ได้)จำนวน 2 แผ่น

การประกอบ
1.นำส่วนของหลอดกาแฟสี่เหลี่ยมที่เตรียมไว้เสียบทะลุแกนถือ ดันลึกเข้าไปประมาณ 3 ซม. ให้อัดแน่นกันแกนถือไว้
2.นำแผ่นกระดาษตัวกังหันที่เตรียมไว้ สอดใส่เข้าไปยังปลายแหลมของแกนถือ โดยผ่านรูของกระดาษที่เจาะเตรียมไว้
3.พับส่วนของสามเหลี่ยมที่มีรูมาเสียบเข้ากับแกนถือ เรียงกังไปจนครบทั้งหมด และติดกาวตามชั้นที่ซ้อนทับกัน


4.ท้ายที่สุดนำหลอดกาแฟที่เตรียมไว้อีกแผ่น มาเสียบอัดแน่นกับแกนถือ เหนือกังหันกระดาษอีกชั้นหนึ่ง


วิธีเล่น
เด็กมักจะใช้ถือแล้ววิ่งปะทะกับลมทำให้กังหันกระดาษหมุนได้


แนวคิดทางวิทยาศาสตร์

          แนวคิด ที่ได้จากการประดิษฐ์ของเล่นที่มีชื่อว่า กังหัน คือ การที่กังหันหมุนได้เกิดจากการที่อากาศเกิดการเคล่อนที่จึงทำใหกังหันหมุดได้ การหมุนของกังหันนั้นเป็นการหมุดรอบตัวเอง เพราะกังหันมีลักษณะกลม จึงทำให้การเคลื่อนที่นั้เป็นวงกลม

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Week 4

Moday 8 July 2013

กิจกรรมวันนี้

     การทดลองของอากาศ โดยการนำน้ำใส่ขวดที่เจาะรูไว้จะมีน้ำไหลออก แต่เมื่อปิดฝาขวดน้ำหยุดไหล เพราะการนำฝามาปิดเป็นการปิดทางเดินอากาศที่เข้ามาไม่ได้ทำให้เกิดแรงดนน้ำ น้ำจึงไมไหลออก

ชม VDO เรื่องมหัจรรย์ของน้ำ









ฝนเกิดจาก : เกิดจากการระเหยของน้ำที่ลอยขึ้นไปบนฟ้าแลวไปรวมตัวกับก้อนเมฆ เกิดการกระทบกับความเย็นบนท้องฟ้า จึงกลายเป็นหยดน้ำที่เรียกว่า ฝน

คุณสมบัติของน้ำ

 น้ำแบ่งออกได้เป็น 3 สถานะ

1.ของแข็ง :น้ำแข็ง
2.ของเหลว : น้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
3.ก๊าซ : การระเหยเป็นไอ

การเปลี่ยนสถานะของน้ำ

1.ต้มน้ำให้เดือดแล้วระเหยกลายเป็นไอ
2.ก๊าซที่เปลี่ยนเป็นของเหลวเรียนว่าหยดน้ำ

- น้ำจะระเหยเฉพาะส่วนบนของน้ำที่มีพื้นที่หน้ากว้างจะระเหยได้รวดเร็ว
-น้ำสามารถขยายตัวได้มีโมเลกุลที่ขยายตัวแบบหลวม ๆ เพิ่มขึ้น 12%
-น้ำมีโมเลกุลที่หนาแน่นกว่าน้ำแข็ง
-น้ำเกลือมีค่าความหนาแน่นกว่าน้ำธรรมดา

การทดลองตกปลาน้ำแข็ง

     นำผ้าพันแผลวางบนน้ำแข็งแล้วนำเกลือมาโรยบนผ้าพันแผล จะทำให้ผ้าพันแผลติดกับน้ำแข็ง จึงเรียนว่า ตกปลาน้ำแข็ง
คณสมบัติของเกลือ : เกลือดูดความร้อน

-น้ำอยู่ลึกความกดดันยิ่งหนัก
-น้ำที่มีระดับเท่ากันความลึกก็จะเท่ากัน แม้ว่าขนาดที่ใส่น้ำไม่เท่ากันก็ตาม

แรงตึงผิว คือ เมื่อผิวน้ำสัมผัสกับอากาศเกิดความยืดหยุ่น เมื่อนำเข็มมาใส่ลงในน้ำแต่เข็มกลับไม่จมน้ำ

- สบู่มีสารลดแรงตึงผิว
- ทำไมเรือไม่จม เพราะเรือมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ


Week 3

Moday 1 July 2013

กิจกรรมในวันนี้

          อาจารย์ได้แจกกระดาษให้นักศึกษาทำของเล่นวิทยาศาสตร์ เป็นสมุดเล่มเล็กด้านในมีรูปภายปริศนา ซึ่งเป็นภาพต่อเนื่อง และอีกหนึ่งชิ้นเป็นการวาดภาพ 2 ด้านทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จะได้เป็นของเล่นที่เรียนกได้ว่า เป็นของเล่นที่เห็นภาพซ้อนกัน ดังรูป




 
 
ของเล่นวิทยาศาสตร์ชิ้นที่ 1 สอนให้เห็นการมองภาพที่ต่อเนื่อง
 
 
 

ของเล่นวิทยาศาสตร์ชิ้นที่ 2 สอนในเรื่องของการเห็นภาพที่ซ้อนกัน
 


ชม VDO เรื่อง ความลับของแสง

สรุปองค์ความรู้ที่ได้จาก เรื่อง ความลับของแสง



 



- คลื่นแสงเป็นคลื่นชนิดหนึ่งสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วถึง 3 แสนกิโลเมตร/วินาที่
- การมองเห็นวัตถุต่าง ๆนั้นเกิดจากแสงลงมาโดนวัตถุต่าง ๆ สะท้อนจากวัตถุมาสู่ตาของเราด้วย

คุณสมบัติของแสง
-แสงเดินทางเป็นเส้นตรงและไม่มีการเปลี่ยนทิศทาง

วัตถุที่สามารถมองเห็น
1. วัตถุโปร่งใส คือ เห็นวัตถุได้ชัดเจน เช่น กระจกใส พลาสติกใส เป็นต้น
2.วัตถุโปร่งแสง คือ เห็นวัตถุไม่ชัดเจน เช่น ฝ้า เป็นต้น

-ทำไมภาพกลับหัวได้ เพราะว่าแสงมันวิ่งเป็นเส้นตรงและตกกระทบด้านบนของจอภาพ จึงเกิดเป็น
ภาพกลับหัว

กระบวนการของแสง
- การสะท้อนของแสงจะสะท้อนไปยังมุมตรข้าม
-การส่งกระจกที่มีองศาแคบลงเท่าไหร่ก็จะได้ภาพมากเท่านั้น
-รุ้งกินน้ำเกิดในทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์

แสงกับเงาเป็นสิ่งคู่กัน


 

Week 2

Moday 24 June 2013

กิจกรรมในวันนี้

1. จับกลุ่ม  6 คนเพื่อทำความเข้าใจกับหัวข้อต่อไปนี้

  1. ความหมาย
  2.ความสำคัญ
  3.สติปัญญา
  4.การเรียนรู้
  5.แนวคิดพื้นฐาน
  6.ทักษพะและกระบวนการ

           กลุ่มที่ดิฉันได้ทำเรื่อง แนวคิดพื้นฐานแนวคิดพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ประกอบไปด้วย


     1. การเปลี่ยนแปลง  คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น การเปลี่นแปลงของบุคคล การเปลี่ยนแปลงของเวลา การเปลี่ยนแแปลงของสถานที่ เป็นต้น

     2.ความแตกต่าง คือ  ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมเกิดความแตกต่าง เช่น สภาวะครอบครัว ชาย - หญิง การดำรงชีวิตมนุษย์กับสัตว์ เป็นต้น

     3.การปรับตัว คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมมีการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดในการดำรงคชีวิต เช่น จิ้งจกเปลี่ยนสี สภาพฤดูกาล การดำรงค์ชีววิตให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

     4.การพึ่งพา คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมต้องมีการพึ่งพาซึ่งกันและการเพื่อการอยู่รอด เช่น นกเอี้ยงกับควาย คนกับเงิน คนกับธรรมชาติ เป็นต้น

     5. ความสมดุล คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ต้องปรับตัวเพื่อให้เกิดความสมดุลกัน เช่น ปลาอยู่ในน้ำ ปลาตัวใหญ่กินปลาตัวเล็ก ส่วนสูงกับน้ำหนัก เป็นต้น

ภาพกิจกรรม



 
 
 
  

2. ชม VDO เรื่อง อากาศมหัศจรรย์
สรุปองค์ความรู้ที่ได้จาก เรื่องอากาศมหัศจรรย์





   - การทดลองของกระดาษ โดยนำน้ำใส่ลงไปในแก้วเกียบเต็มและนำกระดาษมาปิดบนปากแก้ว จากนันจับแก้วน้ำคว่ำปากลงโดยมีกระดาษปิดอยู่

     ผลปรากฎว่า กระดาษไม่หลุดออกจากแก้ว เพราะระหว่ากระดาษกับน้ำมีอากาศกั้นอยู่ และกระดาษก็ไม่เปียกน้ำด้วย

   - การทดลองการปิดกั้นทางเดินอากาศ โดยการนำขวดน้ำ 2 ขวด ขวดหนึ่งมีน้ำอยู่ในขวด อีกขวดเป็นขวดเปล่า จากนั้นนำขวดเปล่ามาครอบปากขวดที่มีน้ำอยู่และสลับขวดบนลงล่าง พบว่าน้ำเกิดการเคลื่อนที่มาอยู่อีกขวดหนึ่ง แต่เมื่อนำดินน้ำมันมาปิดระหว่างปากขวดทั้ง 2 ขวด
     ผลปรากฎว่าน้ำไม่มีการเคลื่อนที่ เพราะมีดินน้ำมันปิดกั้นทางเดินของอากาศ

   - การชั่งน้ำหนักของอากาศ โดยการนำลูกโป่ง 2 ใบ มาชั่งน้ำหนักกัน อีกลูกหนึ่งปล่อยลมออกและอีกลูกหนึ่งมีลมอยู่อยู่ในลูกโป่ง
     ผลที่ได้ คือ ลูกโป่งทีมีลมอยู่จะหนักกว่าลูกโป่งที่ไม่มีลม

   - อากาศร้อนจมีน้ำหนักเบาจะลอยสูงขึ้น เช่น บอลลูน โคมลอย เป็นต้น